ทำความเข้าใจการลงทุน ออปชั่น Option คืออะไร มีกี่ประเภท ลงทุนอะไรดี

ออปชั่น (Option) ถือเป็นตราสารอนุพันธ์ชนิดหนึ่ง คือสัญญาที่ทำระหว่าง 2 ฝ่าย ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง ภายใต้สัญญา โดยระบุราคาที่ใช้สิทธิ  ระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา

ซึ่งออปชั่น ไม่เหมือน ฟิวเจอร์ และฟอเวิร์ด ตรงที่ ผู้ทำสัญญาซื้อออฟชั่นมีสิธิที่จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ไม่ได้มีภาระผูกผัน เหมือน สัญญาฟิวเจอร์ แต่ในสัญญาออฟชั่น ผู้ที่มีภาระผูกพันธ์คือผู้ขาย ในกรณีที่ผู้ซื้อมาขอใช้สิทธิ ผู้ขายต้องทำตามสัญญา และเพื่อให้ได้สิทธิถือออฟชั่น ผู้ซื้อจำเป็นต้องจ่ายค่าพรีเมี่ยม ณ วันที่ตกลงทำสัญญา หรือเปรียบได้กับเป็นต้นทุนของผู้ซื้อ

เนื่องจากหลายคนที่ไม่เคยสัมผัสเรื่องนี้เลย จะรู้สึกว่าเข้าใจยาก และค่อนข้างงง ดังนี้เริ่มต้นจากหลักการง่ายๆ กันก่อนนะคะ ตัวอย่าง : เราเป็นผู้ซื้อ เพื่อนเป็นเจ้าของสวนผลไม้ เราทำสัญญากับเพือนซื้อผลไม้ ภายในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยซื้อในราคาที่ต่ำกว่าตลาด แต่ถ้าสัญญากันปากเปล่าคงยากที่จะรักษาสัญญา เพราะฉะนั้นเรา (ผู้ซื้อ) จึงต้องจ่ายค่าพรีเมี่ยม หรือค่าต้นทุน ที่เราต้องการจะซื้อสัญญาผู้มัดกับผู้ขายไว้ ณ วันที่ทำสัญญา หลังจากนั้น ภายใน 3 เดือน เรามีสิทธิที่จะซื้อผลไม้ ในวันใดก็ได้ที่ราคาผลไม้ลดลง ซึ่งถ้าเวลาล่วงเลยวันที่สัญญาหมดอายุ เราจะไม่สามารถใช้สิทธิได้

ที่มา:บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง

กำไร / ขาดทุนสูงสุด

เนื่องจาก ผู้ซื้อจะใช้สิทธิก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าได้กำไรจากการใช้สิทธิ และจะไม่ใช้สิทธิหากขาดทุน ทำให้ขาดทุนสูงสุดของการซื้อออปชั่นเท่ากับ พรีเมี่ยม (Premium) และในทางตรงกันข้าม กำไรสูงสุดของผู้ขายออปชั่นจึงเท่ากับพรีเมี่ยม (Premium) ด้วยเช่นเดียวกัน (ไม่รวมค่านายหน้าซื้อขาย)

นอกจากนั้นเมื่อสินค้าอ้างอิงปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่มีฐานะซื้อคอลออปชั่น ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิซื้อในราคาใช้สิทธิที่กำหนดไว้ ย่อมได้กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่จำกัด ทำให้ผู้ขายคอลออปชั่นจึงมีโอกาสที่มีขาดทุนไม่จำกัดด้วย ในทางกลับกัน เมื่อสินค้าอ้างอิงราคาปรับลดลงเรื่อย ๆ ผู้ที่มีสถานะซื้อพุทออปชั่น ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิขายในราคาใช้สิทธิที่กำหนดไว้ ย่อมได้กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งราคาของสินค้าอ้างอิงลดลงจนกลายเป็นศูนย์ ณ จุดนั้นผู้ซื้อพุทออปชั่นจึงมีกำไรสูงสุดที่เท่ากับ ราคาใช้สิทธิ (Strike) ลบด้วย พรีเมี่ยม (Premium) ทำให้ผู้ขายคอลออปชั่นจึงขาดทุนสูงสุดเท่ากับ ราคาใช้สิทธิ(Strike) ลบด้วย พรีเมี่ยม (Premium) เหมือนกัน

Option มี 2 ประเภท

1.คอล ออปชั่น (Call Option

คือสิทธิในการซื้อ คือสัญญาระหว่างบุคคล 2  ฝ่าย โดยผู้ซื้อคอลออปชั่น มีสิทธิที่จะซื้อ ใน สินทรัพย์ที่ตกลงกัน ในราคา และวัน ที่พอใจที่จะซื้อ โดยราคาที่ทำการตกลงซื้อ เรียกว่า strike price โดยผู้ขายมีโดนผูกมัดในที่จะขายเมื่อผู้ซื้อต้องการใช้สิทธิ

โดยหลักการง่ายๆ จุดประสงค์ของผู้ซื้อออปชั่นต้องการที่จะ ได้รับประโยชน์ จากการที่ ราคาสินทรัพย์ในตลาดมีราคาสูงขึ้น โดยผู้ซื้อสัญญานี้ จะทำการซื้อสินทรัพย์ที่ตกลงกันในอนาคต ภายใต้ราคาที่ตกลงกันในอดีต หรือ ณ วันที่ทำสัญญา โดยจ่ายในราคาที่ถูกกว่าตลาด และสามารถทำกำไรโดยการขายต่อในราคาตลาด ในกรณีนี้ เรียกสถานะนี้ว่า In-The -Money (ITM) 

แต่ถ้าในกรณีที่ราคาในอนาคตไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้า หรือมูลค่าทรัพย์สินต่ำลง ทำให้ผู้ซื้อ มีสถานะเป็น Out- of- the- Money (OTM) ซึ่งผู้ซื้อคอลออปชั่นสามารถไม่ใช้สิทธิเพราะ ขาดทุน ไม่มีมูลค่า และ เมื่อราคาที่ตั้งไว้กับมูลค่าในตลาดมีค่าเท่ากัน จะสถานะเป็น At- The – Money (ATM)

มูลค่าแท้จริงของคอลออฟชั่น = ราคาในตลาด ณ วันใช้สิทธิ(expiration date) – ราคาใช้สิทธิ

มูลค่าตามเวลาคอลออฟชั่น =  ค่าพรีเมี่ยมคอลออฟชั่น – มูลค่าที่แท้จริงของคอลออฟชั่น

อย่างไรก็ตามในฝั่งผู้ขาย ค่า พรีเมี่ยมที่ได้รับมาจากผู้ซื้อ ที่ถือเป็นรายรับ ณ วันที่ทำสัญญา ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ มูลค่าที่แท้จริง(Intrinsic)  และมูลค่าตามกาลเวลา (Time Value of money) โดย ออปชั่นจะมีมูลค่า ก็ต่อเมื่อ มีสถานะ เป็น ITM และใช้สิทธิมีมูลค่าสุทธิเป็นบวก

2.พุท ออปชั่น ( Put Option) 

 คือสิทธิในการขาย คือสัญญาระหว่างบุคคล 2  ฝ่าย โดยผู้ซื้อ พุท ออปชั่น มีสิทธิที่จะขาย ใน สินทรัพย์ที่ตกลงกัน ในราคา และวัน ที่พอใจที่จะขาย โดยราคาที่ทำการตกลงขาย เรียกว่า strike price ซึ่งผู้ขายออปชั่นนี้โดนผูกมัดที่ต้องซื้อทรัพย์สินจากผู้ซื้ออปชั่นในอนาคต

โดยหลักการง่ายๆ จุดประสงค์ของผู้ซื้อออปชั่นต้องการที่จะ ได้รับประโยชน์ จากการที่ ราคาสินทรัพย์ในตลาดมีถูกลง โดยผู้ซื้อสัญญานี้ จะทำการขายสินทรัพย์ที่ตกลงกันในอนาคต ภายใต้ราคาที่ตกลงกันในอดีต หรือ ณ วันที่ทำสัญญา โดยผู้ซื้อสัญญานี้สามารถใช้สิทธิขายได้ในราคาที่แพงกว่าตลาด ในกรณีนี้ เรียกสถานะผู้ซื้อออปชั่นนี้ว่า In-The -Money (ITM) 

แต่ถ้าในกรณีที่ราคาในอนาคตไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้า หรือมูลค่าทรัพย์สินสูงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อ มีสถานะเป็น Out- of- the- Money (OTM) ซึ่งผู้ซื้อคอลออฟชั่นสามารถไม่ใช้สิทธิเพราะ ขาดทุน ไม่มีมูลค่า และ เมื่อราคาที่ตั้งไว้กับมูลค่าในตลาดมีค่าเท่ากัน จะสถานะเป็น At- The – Money (ATM)

มูลค่าแท้จริงของพุทออปชั่น =  ราคาใช้สิทธิ – ราคาในตลาด ณ วันใช้สิทธิ(expiration date)

มูลค่าตามเวลาพุทออปชั่น =  ค่าพรีเมี่ยมพุทออฟชั่น – มูลค่าที่แท้จริงของพุทออปชั่น

อย่างไรก็ตามในฝั่งผู้ขาย ค่า พรีเมี่ยมที่ได้รับมาจากผู้ซื้อ ที่ถือเป็นรายรับ ณ วันที่ทำสัญญา ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ มูลค่าที่แท้จริง(Intrinsic)  และมูลค่าตามกาลเวลา (Time Value of money) โดย ออปชั่นจะมีมูลค่า ก็ต่อเมื่อ มีสถานะ เป็น ITM และใช้สิทธิมีมูลค่าสุทธิเป็นบวก

Leave a Replay

About Me

ชอบที่จะแบ่งปันความรู้ ในเรื่องที่สนใจโดยเฉพาะ เรื่อง ลงทุน ธุรกิจ เทคโนโลยี หรือหลักแนวคิด mindset ที่สอดแทรกในเนื้อหา  และไม่พลาดที่จะอัพเดทรู้ใหม่ๆ ข่าวสาร และช่องทางการลงทุน อัพเดทให้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ

Recent Posts

Sign up for our Newsletter