วิเคราะห์หุ้น บริษัท ด้วยอัตราส่วนทางการเงินยอดฮิต ที่นักลงทุนต้องรู้

อัตราส่วนทางการเงินเป็นการใช้ตัวเลขที่ได้จากงบการเงิน ซึ่งสามารถดาวน์โหลด หรือดูได้จากหลายเว็บไซต์ เช่น SET.or.th . ซึ่งอัตราส่วนทางการเงินจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าแต่ละตัวบ่งบอกอะไร ตัวเลขที่เราคำนวณจะบ่งบอกถึง ความสามารถในการดำเนินกิจการของบริษัท ในปีที่ผ่านมา หรือ เทียบกับบริษัทอื่น สามารถให้เราประเมิน แนวโน้ม ความเสี่ยงของกิจการ ได้ดีขึ้น และเพื่อให้นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือเซียนก็สามารถลงทุน ซื้อ ขาย ได้อย่างมั่นใจ

ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึง 7 อัตราส่วนทางการเงินที่นิยมใช้วิเคราะห์กัน ว่าแต่ละตัวมีความหมายและสูตรอย่างไร

1.Price to Earning P/E อัตราส่วนต่อกำไร

เป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบกันระหว่าง ราคาตลาดของหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น ที่บริษัททำได้ในรอบปีล่าสุด เป็นเป็นตัวที่บอกว่าถ้าเราเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นที่ราคาเท่านี้ เราจะได้คืนทุนในอีกกี่ปี โดยกำหนดให้บริษัทยังคงได้กำไรเท่าเดิมแบบนี้ในทุกๆปี ถ้า P/E มีค่าสูง จะถือว่าหุ้นตัวนั้นแพง อาจจะต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน

พูดง่ายๆ คือ ค่า P/E สามารถประมาณการจุดคุ้มทุน ให้กับผู้ลงทุนได้ เช่น P/E เท่ากับ 10 เท่า หมายถึง หุ้น A ราคา 10 บาท มีกำไรต่อหุ้น 1 บาท หรือเราจะได้ทุน 10 บาทคืนเมื่อ ถือหุ้น A ครบ 10 ปี แต่ค่าคำนวณที่ออกมาถ้าสูงอาจจะไม่ได้บ่งบอกว่าหุ้นตัวนั้นแพงเสมอไป ซึ่งในบางกรณีหุ้นเหล่านี้มีความน่าลงทุนอยู่เช่นกันซึ่งอาจจะต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย

  • หุ้นที่มีแนวโน้มทำกำไรเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า Growth Stock  เช่น หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นเหล่านี้จะมี P/E สูง แต่ถ้าต้องการดูว่าสูงจนแพงเกินราคาหรือไม่ ค่า P/E ไม่ควรเกินการ ขยายตัวของกำไร
  • หุ้นที่มีสภาพคล่องดี มักมี P/E สูงกว่า พวกหุ้นที่มี Market Cap ขนาดใหญ่ หรือหุ้นที่มีการซื้อขายปริมาณมากในแต่ละวัน

2.Price to Book Value : P/BV มูลค่าหุ้นตามบัญชี

เป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างราคาตลาดของหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น หมายถึงส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ สินทรัพย์ – หนี้สิน ใช้เพื่อดูว่าซื้อถูกหรือแพงกว่าเจ้าของเท่าไร ค่ามาตรฐาน คือ 1 ซึ่งหุ้นที่มี P/BV ต่ำกว่า 1 ย่อมจะดีกว่าหุ้นที่มี P/BV สูงกว่า 1 ค่านี้เป็นที่นิยมเนื่องจากหาได้ง่ายจากงบการเงิน และบางครั้ง P/Bv สูงอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลี่ยง เพราะบางครั้ง BVอาจจะเติ่มโตช้ากว่าราคาหุ้นที่โตเร็ว และค่านี้ไม่เหมาะที่จะใช้กับธุรกิจบริการที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรน้อย บางครั้งค่านี้ที่สูงหรือต่ำอาจจะไม่ได้สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้ เช่นความน่าเชื่อถือของแบรนด์ คณะผู้บริหาร

3.Dividend Yield อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล

เป็นการวัดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล เป็นการเปรียบเทียบระหว่างเงินปันผลต่อหุ้นเทียบกับราคาหุ้น โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ตัวชี้วัดว่าถ้าเราซื้อหุ้นตัวนี้เราจะได้รับเงินปันผลคิดเป็นร้อยละเท่าไรจาก ราคาหุ้นที่ซื้อ ถ้าหุ้น A มีค่านี้สูง หมายความว่า มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง ทำให้ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและอยากลงทุน นั่นแสดงว่าค่ายิ่งสูงยิ่งดี แต่ถ้าหุ้นใดมีค่านี้ต่ำ อาจจะเกิดจากการทำกำไรได้น้อยหรือมาจากนโยบายของบริษัทที่จะนำเงินไปลงทุนในโครงการอื่นๆมากกว่าจ่ายคืนให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งถ้าเป็นประการหลัง และเป็นโครงการลงทุนที่ดี ดูแล้วน่าจะมีผลตอบแทนที่สูงในอนาคต แสดงว่าหุ้นตัวนั้นมีศักยภาพที่จะเติบโต

4.Asset Turnover Ratio อัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สิน

อัตราการหมุนเวียนทรัพย์สิน เป็นการเปรียบเทียบระหว่างรายได้กับทรัพย์สินเฉลี่ย เป็นตัวที่บ่งชี้ถึงสภาพคล่อง และความสามารถของบริษัทในการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ของบริษัททั้งหมดที่มี ดังนั้นถ้าค่านี้มีค่าสูง จึงเป็นค่าที่ดี หมายความว่าบริษัทนี้สามารถสร้างประโยชน์จากสินทรัพย์ได้อย่างคุ้มค่า และมีกำไร เช่นธุรกิจโรงแรม หรือธุรกิจที่มีการใช้เครื่องจักรในการผลิต มากกว่าธุรกิจที่ใช้แรงงานเป็นหลัก แต่บางครั้ง ค่านี้ต่ำอาจจะ ไม่ได้แปลว่าใช้ทรัพย์สินไม่เต็มที่ แต่ บริษัทอาจจะมีการเช่าชื้อสินทรัย์นั้นทำให้มีค่า asset turnover ที่ต่ำ

5.Net Profit Margin อัตราส่วนกำไรสุทธิ

อัตราส่วนกำไรสุทธิ เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถในการทำกำไร ของบริษัท เป็นการเปรียบเทียบระหว่างกำไรสุทธิ กับ ยอดขาย สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ และ ประสิทธิภาพ ของบริษัท รวมถึงความสามารถของผู้บริหารในการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดกำไรสุทธิ ดังนั้น ค่า Net Profit Margin ที่คำนวณได้ยิ่งสูงก็ยิ่งเป็นผลดี

6.ROA หรือ Return on Asset อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ เป็นการเปรียบเทียบระหว่างกำไรสุทธิกับสินทรัพย์รวมของบริษัท แสดงถึงความ สามารถในการทำกำไรของสินทรัพย์ทั้งหมดที่ กิจการนั้นใช้ในการดำเนินงาน ยิ่งกิจการนั้นมีค่า ROA มาก เทียบกับปีที่ผ่านมา และเทียบกับบริษัทคู่แค่ เพื่อดูถึงศักยภาพ ยิ่งแสดงว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไร ได้มาก แต่บางครั้งค่า ROA ก้มีความคลาดเคลื่อนได้บ้าง เพราะบางธุรกิจไม่ได้ใช้สินทรัพย์เป้นหลักในการทำกำไร ทำให้ค่าที่ออกมาดูเกินจริงไป แต่ก็เป็นตัวที่ดึงดูดนักลงทุนได้เป็นอย่างดี

 7.ROE หรือ Return on Equity ตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น

อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นการเปรียบเทียบ ระหว่าง กำไรสุทธิกับส่วนของผุ้ถือหุ้น แสดงถึงความ สามารถของบริษัทในการทำกำไรจากส่วนของผู้ถือหุ้น ไปสร้างกำไรสุทธิได้มากน้อยเพียงใด เป็นการวัด ผลตอบแทนต่อส่วนของทุนของบริษัทว่าให้ผลเฉลี่ย ในระดับใด ถ้าROE ยิ่งมีค่ามากก็แสดงว่าผู้บริหารของบริษัทนั้นมีฝีมือในการบริหารงานดี ผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้รับ ผลตอบแทนสูง แต่ ROE ที่สูงอาจจะไม่ใช่ผลดีเสมอไป อาจจะแสดงถึงบรษัทมีหนี้สินมาก อาจจะต้องดูปัจจัยอื่นควบคู่ด้วยเช่นกัน

Leave a Replay

About Me

ชอบที่จะแบ่งปันความรู้ ในเรื่องที่สนใจโดยเฉพาะ เรื่อง ลงทุน ธุรกิจ เทคโนโลยี หรือหลักแนวคิด mindset ที่สอดแทรกในเนื้อหา  และไม่พลาดที่จะอัพเดทรู้ใหม่ๆ ข่าวสาร และช่องทางการลงทุน อัพเดทให้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ

Recent Posts

Sign up for our Newsletter