จะเริ่มธุรกิจ ปรับ mindset ตัดสินใจโดยใช้ ต้นทุนเทียบความคุ้มค่า Cost vs Benefit Analysis พร้อมตัวอย่าง

แน่นอนว่าทุกคนก่อนจะซื้อของหรือลงทุนอะไรก็แล้วแต่ เราจะคิดถึงเรื่องของต้นทุน หรือประโยชน์ที่จะได้รับอยู่เสมอ แต่ก็อาจจะมีวิธีคิดวิเคราะห์ที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็อาจจะเน้นในเรื่องของต้นทุนที่ต่ำที่สุดเป็นหลัก หรือบางคนอาจจะไม่ได้สนใจมากขอแค่คุ้มค่า แต่สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยถ้าเราทราบหลักว่าหลายอย่างเราอาจจะวิเคราะห์โดยตัวเลขที่เรามองเห็นได้เพียงอย่างเดียว ตามหลักการทางบัญชี ซึ่งอาจจะไม่ถูกเสมอไป เพราะทุกอย่างย่อมมีต้นทุนแฝงที่เรามองไม่เห็น ซึ่งหลายครั้งเรามองข้ามไป

ไม่ว่าจะตัดสินใจอะไรก็ตามในชีวิต หรือทางเศรษฐศาสตร์เรียนว่าค่าเสียโอกาส แปลให้เข้าใจง่ายๆคือ ประโยชน์ที่เราจะได้รับ โดยที่เราไม่เลือกที่จะทำมัน เช่น การตัดสินใจจะขายบ้านหรือปล่อยเช่า ล้วนแล้วแต่มี ค่าเสียโอกาสทั้งนั้น เช่นถ้าเราเลือกที่จะขายบ้านเราอาจจะได้เงินก้อน กำไร 300,000 บาท แต่เราก็ย่อมเสียโอกาสที่เราอาจจะได้รับค่าเช่ารายเดือนจากการปล่อยเช่าบ้านหลังนั้น 10,000บาทต่อเดือน

วันนี้เราจะมายกตัวอย่างการคิด ต้นทุน และประโยน์ แบบง่ายๆให้เพื่อนๆได้ฝึกคิด ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร หรือลงทุนอะไรกันค่ะ

ตัวอย่าง 1 : ลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ หรือใช้ของเดิม

ในกรณีที่เราต้องตัดสินใจระหว่างจะซื้อเครื่องจักรใหม่ดี หรือจะใช้ของเก่าที่มีอยู่ แบบไหนคุ้มกว่ากัน สิ่งแรกที่ต้องทำคือเช็คราคาต้นทุน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง

ซื้อใหม่
ราคา15,000
ค่าใช้จ่ายรายปี45,000
ระยะเวลาการใช้งาน1 ปี
ใช้ของเดิม
ต้นทุน100,000
มูลค่าคงเหลือ (ค่าเสื่อม)25,000
ขายต่อ5,000
ค่าใช้จ่ายรายปี80,000
ระยะเวลาคงเหลือ1 ปี

เปรียบเทียบซื้อใหม่หรือใช้อันเก่า

ใช้ของเก่าซื้อของใหม่ส่วนต่างต้นทุน
ค่าเสื่อม25,000
มูลค่าคงเหลือ ที่ตัดทิ้งในกรณีที่ใช้ของใหม่25,000
มูลค่าที่จะได้รับถ้าขายต่อ-5,0005000
ค่าเสื่อม(ต้นทุน)15000-15000
ค่าใช้จ่าย80,00045,00035,000
รวม105,00080,00025,000

จะเห็นได้ว่าส่วนต่างต้นทุนคือ 25,000 หรือประหยัดไปได้พอสมควรถ้าเราต้องการใช้ของใหม่ ตัวอย่างจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะทำให้เรามองในสิ่งที่จำเป็น ตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะได้ ตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด แต่ทั้งนี้ก่อนที่จะตัดสินใจเรามองในแง่ของบัญชีเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ ต้องมองถึงปัจจัยอื่นร่วมด้วยเสมอ 

ตัวอย่าง 2 : ผลิตอะไรก่อนดี กรณีใช้ระยะเวลาผลิตที่ต่างกัน

ในตัวอย่างที่ 2 เราจะพูดถึงขั้นตอนพิจารณาการตัดสินใจเกี่ยวกับการผลิต ด้วยข้อจำกัด เช่นเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสามารถผลิตสินค้า A และ B ได้ไม่เท่ากัน ซึ่งเราจำเป็นต้องทราบหลักการที่สามารถช่วยเราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าเราควรผลิตสินค้าชนิดใดก่อน จำนวนเท่าไร เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อธุรกิจมากที่สุด ในกรณีนี้เราต้องการกำไร มากที่สุด จากการผลิต ซึ่งในตัวอย่างนี้เราได้กำหนดข้อมูลที่เราจำเป็นต้องใช้ในการคำนวน ดังนี้

*เครื่องจักรสามารถผลิตได้ทั้งหมด 2400 นาทีสินค้า
AB
ราคาขายต่อชิ้น6050
หัก:ค่าใช้จ่ายต่อชิ้น3635
กำไรต่อชิ้น2415
อุปสงค์หรือความต้องการในตลาด(ชิ้น)2,0002,200
อัตราการทำกำไรต่อชิ้น40.00%30.00%
เวลาที่ใช้ในการผลิตของเครื่องจักร ต่อชิ้น ต่อนาที10.5
กำไรต่อนาที2430
เวลาทั้งหมดที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิต1,3001,100
จำนวนผลิต และชายได้1,3002,200
กำไรรวม31,20033,000

จากตารางเราได้คำนวณ เวลาที่เราจำเป็นต้องใช้ทั้งหมดในการผลิต ภายใต้ข้อจำกัด ของเครื่องจักร และปริมาณความต้องการของตลาด เราจะเห็นได้ว่าที่จริงแล้ว กำไรต่อนาทีของ B เยอะกว่าภายใต้ข้อจำกัดด้านเครื่องจักร ถึงแม้ว่าตอนแรกเราเข้าใจว่า A น่าจะได้กำไรเยอะกว่า

เมื่อเราได้ข้อมูลกำไรต่อนาที (กำไรต่อชิ้น หารด้วย เวลาที่ใช้ในการผลิตต่อชิ้นต่อนาที ) นำไปหาเวลาที่ต้องใช้ทั้งหมดในการผลิต B ภายใต้ปริมาณความต้องการของตลาด ( เวลาที่ใช้ผลิต คูณ ปริมาณความต้องการของตลาด) ซึ่งเวลาที่ใช้ทั้งหมดในการผลิต B คือ 1,100 นาที ซึ่งนาทีที่เหลือ จะใช้ในการผลิต สินค้า A 1,300 นาที (2,400-1,100) และกำไรรวมทั้งหมดที่ได้ ซึ่งเป็นกำไรรวมที่เยอะที่สุดต่อธุรกิจ คือ 64,200

ทั้งสองตัวอย่างนี้ถือเป็นพื้นฐานในการคิดต่อยอด เพื่อใช้เป็นหลักการ ในการคิดตัดสินใจอย่างมีชั้นเชิง ไม่ว่าจะภายใต้ข้อจำกัดใด สุดท้ายตัวเลขที่ออกมาเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งที่ทำให้เราดำเนินการตัดสินใจอย่างเหมาะสม

Leave a Replay

About Me

ชอบที่จะแบ่งปันความรู้ ในเรื่องที่สนใจโดยเฉพาะ เรื่อง ลงทุน ธุรกิจ เทคโนโลยี หรือหลักแนวคิด mindset ที่สอดแทรกในเนื้อหา  และไม่พลาดที่จะอัพเดทรู้ใหม่ๆ ข่าวสาร และช่องทางการลงทุน อัพเดทให้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ

Recent Posts

Sign up for our Newsletter